
ตำนานช๊อกโกแลต
ฝรั่งเชื่อเรื่องช็อกโกแลตกับเรื่องเพศค่อนข้างมาก
ในอดีตจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศสทรงดื่มโกโก้หรือช็อกโกแลต
ผสมกาแฟกับน้ำเชื่อมโดยเชื่อว่าจะทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น
จักรพรรดิมอนเตชูมาแห่งอาณาจักรแอชเทคในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 16
(ปัจจุบันคือประเทศเม็กซิโก) นิยมดื่มโกโก้หรือช็อกโกแลตร้อน
ก่อนจะขึ้นไปสำราญกับนางสนม
นอกจากนี้ชาวแอชเทคยังดื่มช็อกโกแลตกันสุดเหวี่ยง
ในวันบวงสรวงเทพแห่งความรักที่ชื่อโชชิเกซาล
มาดามดูแบรีชาวฝรั่งเศสผู้อื้อฉาวในเรื่องเพศยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17
มักขอให้ชู้รักหนุ่มทั้งหลายที่มาแอบเล่นรักกับหล่อน
ดื่มช็อกโกแลตก่อนเสพสมทุกครั้ง
นอกจากนี้คาซาโนวา หนุ่มชาวอิตาลีนักรักชื่อก้องโลกก็ชอบดื่มช็อกโกแลตด้วยเช่นกัน
ทุกวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ หรือวันวาเลนไทน์ ชาวยุโรปและอเมริกัน
นิยมมอบช็อกโกแลตให้แก่กันแทนดอกกุหลาย โดยวันวาเลนไทน์ในแต่ละปี
ชาวอเมริกันจะจ่ายเงินซื้อช็อกโกแลตเพื่อมอบให้คนรักไม่น้อยกว่า 600 ล้านดอลลาร์
คิดเป็นเงินบาทเท่าไรขอให้คำนวณกันเอาเองตามอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน
ฝรั่งจึงเชื่อกันมานานแล้วว่าช็อกโกแลตสร้างพลังทางเพศได้ ต่อมานักวิทยาศาสตร์
ค้นพบในภายหลังว่าช็อกโกแลตมีสารเคมีหลายชนิดที่น่าจะเกี่ยวข้องกับ
การเพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ จึงทำให้ช็อกโกแลตได้รับความนิยมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

สารเคมีในช๊อกโกแลต
ในช็อกโกแลต 100 กรัมมีสารเฟนิลเอทิลเอมิน (phenyl-etgtkanube) มากถึง 660 มิลลิกรัม
สารนี้ทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายขับสารประเภทฮอร์โมน 2 ชนิดที่สร้างขึ้นได้ในร่างกาย
ได้แก่ โดพามีนและอะดรีนาลินให้หลั่งออกมา
โดพามีนเมื่อหลั่งออกมาแล้วทำให้เกิดความสุข ร่างกายกระฉับกระเฉง
ขณะที่อะดรีนาลินทำให้น้ำตาลกลูโคลในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น ช่วยเร่งการ
ใช้พลังงานของร่างกาย เพิ่มความดันเลือดให้สูงขึ้น หัวใจเต้นแรง
ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในขณะมีกิจกรรมทางเพศ ดังนั้นการได้กิน
หรือดื่มช็อกโกแลตก่อนการร่วมเพศจึงน่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นพลังทางเพศได้
ในช็อกโกแลตยังมีสารเฟนิลอะลานีน (phenylalanine) ซึ่งเป็น กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง
สารนี้ทำให้ผู้รับประทานเกิดอารมณ์รื่นเริงมากขึ้น ผู้ที่ชอบรับประทานช็อกโกแลต
จึงมักอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งเฟนิลเอทิลเอมีน และเฟนิลอะลานีนทำงานเสริมกัน
ช่วยให้ร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังรักอีกทั้งยังสร้างความครึกครื้นเพิ่มเข้าไปอีก
นอกจากนี้ความเชื่อว่าช็อกโกแลตช่วยเพิ่มอารมณ์รักน่าจะส่งผลทางจิตวิทยาให้แก่
ผู้บริโภค ใครที่บริโภคช็อกโกแลตจึงมีทั้งพลังและอารมณ์เสริมกันเต็มที่
เหตุนี้จึงทำให้ช็อกโกแลตกลายเป็นเครื่องดื่มและของขบเคี้ยวชนิดโปรดของหนุ่มสาว
ที่อยู่ในวัยกำหนัด แต่น่าแปลกที่ไม่ค่อยมีใครคิดเรื่องช็อกโกแลตกับโภชนาการสักเท่าไร

โภชนาการของช็อกโกแลต
ดร. รอแนลด์ ลอรา นักโภชนาการและนักเขียนอิสระชาวออสเตรเลีย ได้เตือนว่า
ช็อกโกแลตใช้พลังงานสูงเพราะมีน้ำตาลสูงทั้งยังใส่นมเนยตามเข้าไปอีก เมื่อรับประทาน
มากจึงทำให้อ้วนได้ง่าย ใครที่สนุกกับการรับประทานช็อกโกแลตจึงขอให้ระวัง
ช็อกโกแลตทำจากผงโกโก้ซึ่งประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งร้อยละ 40
ไขมันร้อยละ 23 โปรตีนร้อยละ 18 หากต้องผสมน้ำตาลและนมเข้าไป สัดส่วนของ
คาร์โบไฮเดรตและไขมันจะยิ่งสูงขึ้น กลายเป็นอาหารจานให้พลังงานแท้ ๆ
นักวิชาการบางคนจัดเอาช็อกโกแลตเป็นอาหารกลุ่มให้พลังงานสูง เช่นเดียวกับขนมหวาน
และลูกกวาด ช็อกโกแลตมีแร่ธาตุพวกวิตามินบีสอง ธาตุแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส
ทั้งยังมีวิตามินเอ คือแคโรทีน (carotene) ปนอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีธาตุแมกนีเซียมปนอยู่
ในปริมาณสูง ธาตุแมกนีเซียมนี้ ช่วยลดอาการข้างเคียงต่าง ๆ ระหว่างมีประจำเดือน
ในสตรีได้ สาวฝรั่งหลายคนจึงนิยมรับประทานช็อกโกแลตในช่วงที่มีประจำเดือน
นอกจากสารอาหารที่กล่าวมาแล้วโรงงานช็อกโกแลตมักจะโฆษณาว่าในช็อกโกแลต
มีสารต้านฟันผุ นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่าสารต้านพันผุที่แท้คือไขมันในโกโก้
ที่สามารถห่อหุ้มฟันไว้ได้ น้ำตาลจึงไม่สามารถเข้าไปก่อฤทธิ์ทำลายฟัน ขณะเดียวกัน
นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่าสารที่ทำหน้าที่นี้คือแทนนิน (tannin) ซึ่งทำให้โกโก้มีรสขม
ที่มา http://www.bodyslen.com/
อ่านแล้วอยากกินมะ เลี้ยง :P
แถม รูปชอคโกแลตขวด สำหรับราดตัว >.< อะอ๊างงงงงส์~ ลองนึกภาพวิธีกินสิ

รู้สึกอยากซื้อฝากคนแถวนี้ตะหงิดๆ อิอิ
ป.ล. กินด้วยกันนะ